วันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

พระคาถาเจ้าแม่กวนอิม (ไต่สือ)

  

บทสรรเสริญพระคุณ
พระแม่กวนอิมมหาโพธิสัตว์ (พระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์)
(พระคาถาเจ้าแม่กวนอิม) 
นำโมไต๋ชื้อ  ไต๋ปุย  กิวโค่ว  กิวหลั่ง  กวงไต๋เล่งก้ำ  กวงสี่อิม  ผู่สัก  (กราบ)
นำโมไต๋ชื้อ  ไต๋ปุย  กิวโค่ว  กิวหลั่ง  กวงไต๋เล่งก้ำ  กวงสี่อิม  ผู่สัก  (กราบ)
นำโมไต๋ชื้อ  ไต๋ปุย  กิวโค่ว  กิวหลั่ง  กวงไต๋เล่งก้ำ  กวงสี่อิม  ผู่สัก  (กราบ)
นำโมฮู๊ก  นำโมหวบ  นำโมเจ็ง  นำโมกิ้วโค่ว  กิวหลั่ง  กวงสี่อิมผู่สัก
ทั่งจี้โต  โอม  เกียล้อฮวดโต  เกียล้อฮวดโต  เกียออฮวดโต  ล้อเกียฮวดโต  ล้อเกียฮวดโต
ซำผ่อออ  เทียงล้อซิ้ง  ตี่ล้อซิ้ง  นั่งลี่หลั่ง  หลั่งลี่ซิง  เจ็กเฉียก
ใจเอียงห่วยอุ่ยติ๊ง  นำมอมอออ  ป่อเยี๊ย  ปอหล่อบิ๊ก  (กราบ)



ความหมายของพระคาถาเจ้าแม่กวนอิม
          ขอนอบน้อมพระแม่กวนอิมมหาโพธิสัตว์  พระผู้เปี่ยมล้นด้วยมหาเมตตามหากรุณาอันยิ่งใหญ่ไพศาล  ขอได้โปรดบำบัดทุกข์โศก  โรคภัยอันตรายทั้งปวง
          ข้าพเจ้าขอนอบน้อมถึงพุทธานุภาพ  ธรรมานุภาพ  สังฆานุภาพ พระแม่กวนอิมมหาโพธิสัตว์  ขอได้โปรดขจัดปัดเป่าทุกข์โศกโรคภัยทั้งปวงให้หมดสิ้นไป  ขอความสุข  สมปราถนาทุกประการจงมีแด่ข้าพเจ้า  ขอเทพเจ้าเบื้องบนและเทพเจ้าเบื้องล่างทั้งหมดได้โปรดปัดเป่าให้เวรกรรมและสรรพเคราะห์ทั้งมวลจงหมดสิ้นไป



คาถาบูชาเจ้าแม่กวนอิม

คาถาหัวใจพระแม่กวนอิมมหาโพธิสัตว์ (โอมมานีปะหมี่ฮง)



คาถาพระมหาโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร
โอม  มา  นี  ปะ  หมี่  ฮง
(คาถาหัวใจของพระแม่กวนอิมมหาโพธิสัตว์)
·  โอม  มา  นี  ปะ  หมี่  ฮง      ·  หม่า  โฮ  อี่  ยา  นัก      ·  เจ็ด  ตู  เต็ก  ปา  ตั๊ก      ·  เจ็ด  เต็ก  เซ  นัก      ·  หมี่ ตา  ลี่  โก      ·  สัก  อือ  วา  อือ  ทา      ·  ปู  ลี  สิด  ตะโก      ·  นัก  ปู  ลา  นัก      ·  นัก  ปู  ลี      ·  ติว  เตอ  บัน นัก      ·  ไน  มา  หลู่  กี      ·  ซัว  ลา  เย  ซอ  ฮอ
 (3 จบ)

คาถาบูชาเจ้าแม่กวนอิมhttp://guanyin-blog.blogspot.com/2014/07/blog-post.html

พระเมตตาปาฏิหาริย์ เจ้าแม่กวนอิม ตอนที่4

พระเมตตาปาฏิหาริย์ เจ้าแม่กวนอิม ตอนที่ 4

ตอนที่ ทุรโฉดอหังการ

                หลังจากที่พระโพธิสัตว์กวนอิมช่วยบำบัดกาฬโรคอันหฤโหดให้แก่ประชาชนที่เมืองเติ้งจิวแล้วนั้น  ทำให้ประชาชนกล่าวขวัญและยกย่อง  โดยไม่มีใครรู้ว่าคนชราที่ผอมแห้งและมีคุณแก่เขาเป็นอเนกอนันต์นั้นคือใคร  จนกระทั่งภิกษุอิวหยุนได้แจ้งแก่ประชาชนว่า  ผู้ที่มาขจัดโรคภัยนั้นแท้จริงคือ พระโพธิสัตว์กวนอิมมาช่วยขจัดทุกข์ให้สัตว์โลก  ด้วยความสำนึกในเมตตาธรรม  บรรดาประชาชนเหล่านั้นได้ช่วยกันสละทุนทรัพย์สร้างศาลเจ้าแม่กวนอิมขึ้นโดยมีรูปพระโพธิสัตว์กวนอิมเป็นที่เคารพบูชา
                ขณะที่พระโพธิสัตว์แฝงกายอยู่กับหมู่มวลมนุษย์เพื่อสดับความทุกข์ยากของผู้ตกทุกข์ได้ยาก  จะได้ช่วยโปรดให้คลายทุกข์โดยไม่เลือก ชาติ ชั้น วรรณะ  แต่ในวันนี้พระโพธิสัตว์กวนอิมรู้สึกมีความรุ่มร้อนในจิตใจ  เหมือนมีอะไรมากระตุ้น  จึงเล็งญาณอันวิเศษตรวจสอบไปทั้งแปดทิศ พลันก็รู้แจ้งในเหตุ
                พระโพธิสัตว์กวนอิมทรงรู้ได้ด้วยทิพย์ญาณว่า  บัดนี้ได้มีบุรุษในอสัตย์ผู้หนึ่ง  เป็นคนพเนจร  กำลังร่อนเร่จะไปทางมณฑลเจ๋อเจียงอย่างไร้จุดหมาย  แต่เดิมนั้นชายผู้นี้เป็นคนมีถิ่นฐานอยู่ทางทิศตะวันออก  ซึ่งเป็นกลุ่มชนที่ค่อนข้างป่าเถื่อน  บุรุษผู้นี้เร่ร่อนมาถึงแผ่นดินจีน  ได้ยินกิตติศัพท์ว่าที่ เขตเขาอู่ไถซาน นั้นงดงาม  มีวัดวาอารามอันวิจิตรโอฬาร  นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปแกสลัก  แต่พระพุทธรูปนี้มิใช่ใช้หินธรรมดาทั่วไปแกะ  หากแต่เป็นหยกขาวบริสุทธิ์งดงามสุดพรรณนา  รูปจำลักษณ์นี้สำรวมแต่แผ่ประกายฉัพพรรณรังสีไปรอบองค์พระ  นอกจากนี้ ยังมีพระที่สร้างด้วยของมีค่า เช่น ทองคำอีกมากมาย  ชายผู้ร่อนเร่นี้จึงเลือกเดินทางมาทัศนาจรที่นี่ก่อนเป็นอันดับแรก  เมื่อเขามาถึงก็ได้พบความจริงดังที่มีกิตติศัพท์เล่าลือ  ทันทีที่เขาได้พบเห็นก็เกิดความโลภอยากได้พระพุทธรูปอันมีค่ามาเป็นของตนเองอย่างล้นเหลือ  ชายผู้อสัตย์นี้เป็นคนที่ฉลาดมีกลโกงในตัวอยู่มากมาย  เขาจึงได้เที่ยวสำรวจทั่ว วัดฝ่าหัวซื่อ เพื่อหาวัตถุที่ตนเห็นว่ามีค่าที่สุด  เพื่อติดไม้ติดมือกลับไปเป็นเศรษฐีในหมู่คนของตน  มันช่างเป็นการเดินทางที่คุ้มค่า
                เขาเดินชมไปตามห้องต่างๆ ที่ไว้พระพุทธรูปอันงดงามแต่ละปางๆ  จนมาสะดุดตาสะดุดใจอยู่กับรูปสลักของพระโพธิสัตว์กวนอิมซึ่งเป็นหยกขาวบริสุทธิ์ทั้งองค์  อยู่ในปางดับทุกข์เข็ญ คือ พระหัตถ์ข้างหนึ่งถือแจกันมีกิ่งหลิวโผล่ขึ้นเหนือแจกัน  นั่งอยู่บนดอกบัวด้วย  พระพักตร์และแววพระเนตรเปี่ยมด้วยมหากรุณา  ดอกบัวที่ทรงประทับอยู่นั้นบานย้วยส่งประกายใสสะอาดงามจับตาจับใจ  เพราะเป็นหยกทั้งแท่งถูกเจียระไนสลักเสลาด้วยนายช่างฝีมือเอก  ความวิจิตรงดงามไม่แพ้สวรรค์บันดาล  ด้วยองค์พระนั้นสูงประมาณ ศอก
                ความงดงามอันวิจิตรบรรจงบวกกับความล้ำค่าแห่งหยกขาวอันบริสุทธิ์  สิ่งนี้มิใช่หรือที่ชาวโลกเสาะแสวงหา  เจ้าอมนุษย์แห่งตะวันออกมองดูรูปพระโพธิสัตว์ปางนี้ตาเป็นมันด้วยความละโมบ  โดยไม่คำนึงถึงบาปบุญคุณโทษ  มันฉวยโอกาสขโมยพระพุทธรูปพระโพธิสัตว์กวนอิมไปได้  ในขณะที่พระและคนในวัดสาระวนอยู่กับการทำงานและประชุมกันสวดมนต์  ไม่มีใครเลยสักคนที่จะเฉลียวใจว่า  บัดนี้อมนุษย์จากตะวันออกได้มาฉกฉวยกวนอิมหยกขาวไปแล้ว
                กว่าคนในวัดจะรู้ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันล้ำค่าได้อันตรฐานไปจากที่ประดิษฐาน  เจ้าคนโฉดมันก็เตลิดไปไกลจนไม่รู้ว่าจะไปตามได้ที่ไหน เพราะมนุษย์โฉดผู้นี้ช่ำชองในการขโมยเป็นยอด  ไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ให้ติดตาม  ชาววัดจึงหมดปัญญาที่จะเอาคืน  จึงจำเป็นต้องหยุดคดีนี้เพียงแค่นั้น
                ฝ่ายเจ้าคนโฉด เมื่อมันขโมยกวนอิมหยกได้สมใจอยาก  มันรู้สึกปลาบปลื้มยินดีตลอดเวลาที่เดินทางหนี  มันกบดานอยู่ที่มณฑลเจ๋อเจียงระยะหนึ่ง  แล้วก็คิดจะข้ามทะเลกลับมาตุภูมิเพื่ออวดความเก่งกล้าสามารถของตนให้ประจักษ์
                การนี้พระโพธิสัตว์กวนอิมรู้ได้โดยตลอดด้วยทิพย์ญาณ  จึงทรงขยับพระวรกายด้วยกำลังฤทธิ์ติดตามคนโฉด  มันเป็นเวลาเดียวกับที่เจ้าคนโฉดกำลังเอาเรืองออกจาก ท่าเฉาอิมต้ง เพื่อกลับบ้านเกิดด้วยอาการอันปรีเปรม  ขณะที่มันล่องเรือออกจากท่าไปได้ไม่ไกลนัก  ทันใดทั่วทั้งท้องทะเลสีฟ้าครามก็เกิดอาเพศ  บังเกิดมีดอกบัวขนาดใหญ่ขึ้นอยู่เต็มพืดครอบคลุมท้องทะเลให้กลายเป็นสีแห่งดอกบัว  เหตุอันอัศจรรย์เกิดขึ้นโดยบุญฤทธิ์อันวิเศษแห่งพระโพธิสัตว์
                ดอกบัวที่เกิดขึ้นด้วยกำลังฤทธิ์ที่บันดาลให้เกิดขึ้นนี้  มีขนาดสูงใหญ่ท่วมหัว  มันเต็มพืดไปหมด  ทำให้เจ้าคนโฉดไม่อาจนำเรือไปทางไหนได้  เพราะไม่รู้ทิศทางว่าไหนเหนือไหนใต้  มันเขียวครึ้มไปทั้ง ทิศ  มันพาเรือไปอย่างสะเปะสะปะตลอดทั้งคืนยันเช้า  มันก็คงวนเวียนอยู่กลุ่มดอกบัว  ไม่อาจหาทางออกมาได้  จอมโฉดรู้สึกตกใจและหวั่นกลัวในเหตุอาเพศที่เกิดแก่มันในขณะนี้เป็นกำลัง
                ขณะที่จอมโฉดจอมขโมยสาระวนหาทางออกจากกอบัวยักษ์นั้นก็เกิดเหตุที่มันไม่คาดคิดขึ้นอีกเป็นซ้ำสอง  คือ  เกิดคลื่นลมพายุพัดกระหน่ำอย่างกระทันหัน  มีผลทำให้เรือน้อยโคลงเคลงจะคว่ำมิคว่ำแหล่ยากแก่การทรงตัว  เหตุการณ์อันกระทันหันนี้  ทำให้เจ้าคนโฉดขวัญหนีดีฝ่อจนวิญญาณแทบจะหลุดจากร่าง  แต่มันก็ไม่รู้จะแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างไร  มันเงอะงะอยู่บนเรือโต้คลื่นนั้นรอความตาย
                ทางยอดเขาพุทโธ  ซึ่งอยู่ในบริเวณท่าเรือเฉาอิมต้ง  พระโพธิสัตว์กวนอิมในพระหัตถ์ถือแจกันหยกมีกิ่งหลิวโผล่จากแจกันประทับยืนอยู่บนดอกบัววิเศษ  ส่งประกายรัศมีเด่นเป็นสง่าอยู่บนยอดเขา  เจ้าจอมโฉดเดนคนเหลือไปเห็นเข้าอย่างจัง  พลันมันก็รู้สำนึกในทันทีว่าอาเพศที่เกิดขึ้นนี้เป็นไปได้โดยฤทธิ์อำนาจแห่งพระโพธิสัตว์  มันจึงไม่รอช้ารีบก้มลงกราบวิงวอนขอขมาอย่างละล่ำละลักเป็นการใหญ่  และอธิษฐานขอให้คลื่นลงสงบพร้อมหมู่กอบัวอันมหาศาลอันตรธานหายไป  ถ้าท้องทะเลและสิ่งอันผิดปรกติที่เกิดจากอิทธิฤทธิ์นี้หายไปโดยมันปลอดภัย  ก็จะอันเชิญกวนอิมหยกที่มันขโมยมาจากวัดอู่ไถซาน  ให้อยู่ในตำบลเฉาอิมต้ง  โดยมันจะไม่นำกลับมาตุภูมิของตนเอง
                หลังจากอธิษฐานจิตตอนจนตรอกเช่นนี้แล้ว พลันท้องทะเลอันปั่นป่วนก็เริ่มสงบลง  และกอบัวยักษ์ก็ค่อยหดหายไปเหตุการณ์กลับเป็นปรกติ  เจ้าจอมโฉดแห่งตะวันออกก็ทำตามที่ตนได้ให้สัจจะไว้  คืออัญเชิญพระรูปกวนอิมหยกให้อยู่ที่เฉาอิมต้งนี้  และไม่คิดจะเหยียบแผ่นดินนี้อีกชั่วกาลนาน
                นับแต่นั้นมาชาวตำบลเฉาอิมต้งและตำบลใกล้และไกล  ต่างก็มานมันการพระรูปกวนอิมหยกอันศักดิ์สิทธิ์และล้ำค่า  ตอนที่พระโพธิสัตว์กวนอิมสำแดงบุญฤทธิ์นั้น  บังเอิญมีชายแซ่จาง ซึ่งเป็นคนในตำบลนั้นได้เห็นปาฏิหาริย์แห่งเจ้าแม่กวนอิมด้วยตาตนเองในขณะที่หัวขโมยประสบอาเพศ  เขาจึงนำเรื่องปาฏิหาริย์ที่ตนพบเห็นนี้บอกกล่าวแก่คนทั่วไป  นอกจากนี้แล้วชายแซ่จางยังได้สละทรัพย์สมบัติของตนเองรวมทั้งบอกบุญเรี่ยไรแก่ผู้มีจิตศรัทธาเพื่อรวบรวมทุนทรัพย์มาสร้างศาลเจ้า  แต่ความที่ชายแซ่จางนี้มีความศรัทธาต่อพระแม่กวนอิมเพิ่มขึ้นในจิตใจทุกวัน  แม้จะได้ทรัพย์มามากที่จะสร้างศาลเจ้า  เขากลับไม่ยอมสร้าง  แต่ใช้เคหะสถานของตนมาต่อเติมดัดแปลงเปลี่ยนเป็นตำหนัก  ศาลเจ้าพระโพธิสัตว์กวนอิมเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปกวนอิมหยก  และตนเองก็ถือบวชนุ่งห่มสีเหลืองยึดถือพระโพธิสัตว์กวนอิมเป็นสรณะ
                คนที่อยู่ทั้งไกลและใกล้  เมื่อได้ข่าวเกี่ยวกับปาฏิหาริย์อันแปลกประหลาดนี้ต่างพากันมาที่ตำหนัก  ประชาชนจำนวนมากรู้สึกเคารพบูชาในพระโพธิสัตว์กวนอิมนี้มาก  เพราะได้แสดงปาฏิหาริย์ไม่ยอมเสด็จไปกับจอมโฉดแห่งภาคตะวันออก  เรื่องราวและกิตติศัพท์ที่พระโพธิสัตว์ไม่เสด็จไปกับมารร้ายนี้  เป็นความจริงที่พระโพธิสัตว์ได้บันดาลให้เกิดกอบัวขนาดมหึมาขวางกั้นเจ้าคนโฉดในทะเล  และภูเขาพุทธโธในปัจจุบันอยู่ในเจียงเจ๋อก็ยังนับเป็นเมืองพุทธที่รุ่งเรืองอยู่  ถึงกับมีคำขนานนามว่าภายใต้ท้องฟ้านี้  เจียงเจ๋อเป็นเมืองคนดีมีผืนดินอุดมสมบูรณ์ดีด้วย  เรื่องราวแห่งพระโพธิสัตว์กวนอิมหยกขาวอันเป็นที่เคารพก็ยังเป็นตำนานอยู่ที่นั่นอย่างไม่รู้เลือน
                ขอกล่าวถึงแผ่นดินจงเหวี๋ยน (จีน) ในสมัยปลายราชวงศ์ถัง  มีความเดือดร้อนเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า  ทุกแห่งเต็มไปด้วยความวุ่นวาย  มีโจรโพกผ้าเหลืองก่อกวนความสงบสุขอยู่ทุกวัน  ทำให้ประชาชนหมดกะจิตกะในทำมาหากิน  และที่เจียงเจ๋อเมืองคนดีนี่เอง  ได้มีคนหนุ่มที่ชื่อ เฉียนหลิว ซึ่งเป็นคนในหมู่บ้านเล็กๆ  เขาเป็นคนมีจิตใจกล้าหาญและซื่อตรง  ที่สุดได้ฝึกวิทยายุทธจนเป็นผู้มีฝีมือในการต่อสู้  เขาได้เห็นสภาพบ้านเมืองที่สับสนวุ่นวาย  ไม่มีความสงบสุขเลย  เขาจึงได้รวบรวมสมัครพรรคพวกที่กล้าหาญ  ตั้งตนเป็นทหาร  และทำการฝึกวิชาทหารอยู่เสมอมิได้ขาด  เพื่อทำการต่อต้านพวกโจรทั้งหลายที่จะมาทำลายความสงบสุข
                นับแต่เฉียวหลิวตั้งกองทหารขึ้นมา  หน้าที่หลักคือการป้องกันตะวันออกและใต้เป็นสำคัญ  แต่เงินทุนและกำลังอาวุธที่เป็นปัจจัยสำคัญมีอันขัดข้องอยู่เสมอ  ไม่ใช่ราบรื่นไปเสียทั้งหมด  ข้อสำคัญทหารของเขามีระเบียบวินัยดี  ไม่กระทำการข่มเหงคะเนงร้าย  ทำให้เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาแก่ชาวบ้าน    เพราะแม่ทัพเฉียงหลิวมีระเบียบและมีวิธีการที่ทหารในกองทัพไม่อยากล่วงละเมิด  ความเข้มงวดในระเบียบวินัยของทหาร กองทัพจึงเข้มแข็งเพราะประชาชนคอยสนับสนุน
                ในวันหนึ่ง ขณะที่เฉียนหลิวกำลังเคลิ้มๆ จะหลับ  ทันใดเขาได้ฝันเห็นพระโพธิสัตว์กวนอิมมาพูดกับเขาว่า เฉียนหลิว เฉียนหลิว เจ้าอย่ามัวรั้งรออยู่เลย  การที่เจ้าป้องกันตะวันออกและใต้นี้ได้ช่วยดับทุกข์เข็ญที่สุมอยู่ในหัวใจของประชาชน  เรื่องนี้เป็นความปรารถนาดีที่ควรสรรเสริญ  และฟ้าดินย่อมคุ้มครองคนดีเช่นนี้  แม้จะออกศึกสงครามสักร้อยครั้งก็ไม่มีวันพ่ายแพ้  ขอให้เจ้าทำนุบำรุงกองทหารให้ดีเถิด”  เฉียนหลิวได้ฟังดังนั้น  จึงแจ้งข้ออุปสรรคอันมากมายที่ลำบากยากเข็ญเหลือคณาแก่พระโพธิสัตว์  และพระโพธิสัตว์ก็ได้ตอบว่า เจ้าอย่าได้ปริวิตกและจงรู้ว่าผู้มีตาพันตามีมือพันมืออยู่ในคนผู้เดียวมีอยู่เจ้าคงจะไม่เชื่อ  จงมองมาที่เราให้เต็มตา  เฉียนหลิวเพ่งมองมาที่พระโพธิสัตว์  นัยต์ตารู้สึกพร่าพราย  เมื่อพระวรกายพระโพธิสัตว์เปล่งฉัพพรรณรังสีเป็นแสงสีทองครองพระกาย  และพระโพธิสัตว์ก็ได้กระทำฤทธิ์ให้มีมือพันมือและตาพันตาในพระวรกายอันเป็นสีทองปรากฏแก่เฉียนหลิว
                พระโพธิสัตว์ตรัสแก่เฉียนหลิวผู้จ้องมองความมหัศจรรย์ไม่วางตาว่า เฉียนหลิวเอย  เจ้าคงเข้าใจแล้ว  เรามีมือพันมือมีตาพันตา  ก็เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ผู้มากด้วยทุกข์ภัยทั้งมวล  ซึ่งมีอยู่สุดคณานับ  ฉะนั้นเจ้าจงอย่าท้อถอย  จงมุ่งหน้าทำหน้าที่ของเจ้าอย่างกล้าหาญ  เพราะตะวันออกและใต้นี้จะสงบสุขไม่ได้เลยหากขาดเจ้าไปและนับจากนี้ไป 20 ปี  เจ้าจะได้มาหาเราที่ เขาเทียนจู อย่างแน่นอน
                เมื่อพระโพธิสัตว์กล่าวจบ  เฉียนหลิวก็สะดุ้งตื่นขึ้น  และรู้สึกประหลาดใจในฝันอันแปลกประหลาดนี้  เขาคิดอยู่ในใจว่านี่เป็นนิมิตอันดี ที่พระโพธิสัตว์มาช่วยโปรดชี้ทางสว่างแก่ตนเอง  ซึ่งแสดงว่า  ความตั้งใจที่ตนจะปกป้องความสงบสุขให้แก่มาตุภูมิเป็นเรื่องที่ถูกต้องอย่างแน่นอน
                เฉียนหลิวมีความมั่นใจในตนเองเป็นที่สุด  จึงเรียกประชุมบรรดานายทหารทุกหมู่เหล่าของตน  พร้อมแจ้งนิมิตของตนเองให้บรรดาทหารเหล่านั้นรู้  และมีคำสั้งให้หาจิตกรมีฝีมือในการวาดภาพมาวาดรูปพระโพธิสัตว์กวนอิมที่มีพันมือพันตาตามที่เฉียนหลิวนิมิตเห็น  จากนั้นก็นำภาพนั้นไปแขวนไว้ตรงห้องประชุม  มีกำยานธูปหอมเซ่นไหว้ตลอดวัน  เพื่อบูชาให้เห็นถึงความศรัทธาอันแข็งกล้าของแม่ทัพ  เป็นแบบอย่างที่ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องทำตาม  ด้วยความเชื่อว่าพระโพธิสัตว์กวนอิมคอยคุ้มครอง  จึงเป็นธรรมดาอยู่ที่ทหารทั้งกองทัพจะมีจิตใจกล้าหาญ  เข้าทำการรบที่ใดก็ประสบชัยชนะในทุกสมรภูมิ  ทั้งนี้เพราะเขามีความเชื่อมั่นอยู่ในใจ  การปกป้องคุ้มครองตะวันออกจรดใต้ให้พ้นภัยโจรผ้าเหลือง  จึงทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ประชาชนจึงอยู่เย็นเป็นสุขด้วยประการแห่งกองทัพที่มีธรรม  และในเวลาต่อมาเฉียนหลิวก็ได้เป็นใหญ่ใน หังโจว เป็นถึงเจ้าผู้ครองนครนามว่า อู่เยี้ยหวัง  ที่ฝากชื่อไว้ในแผ่นดินชั่วกาลนาน
                หลังจากวันที่พระโพธิสัตว์มาปรากฏในนิมิตฝันเป็นกำลังใจให้เขาทำงานสำเร็จลุล่วงจนได้เป็นเจ้า  นับได้ 20 ปี  แต่เฉียนหลิวก็หาได้ลืมความฝันที่พระโพธิสัตว์บอกให้มาพบที่เขาเทียนจูเมื่อ 20 ปีก่อนไม่  เขาสืบหาทางที่จะไปเขาเทียนจู  เมื่อรู้ที่ตั้งดีแล้ว  เฉียนหลิวก็ออกเดินทางทันทีจนบรรลุถึงเขาเทียนจู  เขาเฝ้าค้นหาพระโพธิสัตว์ที่มาปรากฏในนิมิตฝัน  แต่ค้นหาเท่าไหร่ก็ไม่พบ  กลับไปพบพระภิกษุรูปหนึ่ง  นั่งอยู่บนแท่นศิลา  ในมือถือพระคัมภีร์ที่ม้วนได้  พระองค์นี้ดูพระคัมภีร์อย่างใจจดใจจ่อ  เฉียนหลิวจึงว่าพระรูปนี้คงเป็นพระโพธิสัตว์แปลงกายมา  จึงคุกเข่าก้มลงกราบ  และปากก็พร่ำภาวนาถึงพระโพธิสัตว์อยู่  จับใจความได้ว่า  การที่ตนได้ประกอบภารกิจทำให้ประชาชนร่มเย็นเป็นสุข  พวกโจรไม่กล้ารุกรานภาคตะวันออกจรดใต้  ก็ด้วยหวังให้พระโพธิสัตว์มาโปรดบรรดาพี่น้องชาวบ้านเพื่อให้มีศรัทธามั่นอยู่ตลอดกาล
                พระภิกษุรูปนั้นเห็นอาการของเฉียนหลิว  พร้อมคำพูดที่พรรณนาออกมา  ก็รีบกล่าวแก่เฉียนหลิวว่า ท่านผู้เป็นใหญ่หยุดก่อน  ท่านคงจะเข้าใจอะไรบางอย่างผิดแล้วกระมัง  อาตมาเป็นพระธรรมดารูปหนึ่งซึ่งกำลังเดินทางไป เฉาอิม และผ่านมาทางนี้  เฉียนหลิวได้ยินพระภิกษุรูปนั้นกล่าวเช่นนี้  ก็รู้สึกผิดหวังและคิดว่าความฝันที่ว่า  จะเจอพระโพธิสัตว์คงเป็นหมัน
                พระรูปนั้นกล่าวสืบไปว่า  แต่อาตมาได้พบพระโพธิสัตว์  ในตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าเป็นพระโพธิสัตว์  เพราะเป็นเพียงพระภิกษุรูปหนึ่งซึ่งนั่งอ่านพระสูตรอยู่  อาตมาจึงเร่เข้าถาม  ท่านตอบอาตมาว่าพระไร้ทรัพย์แต่มากด้วยธรรม  เราขอมอบพระสูตรมหาเมตตาการุณย์ธารณีอันเป็นพระคัมภีร์ว่าด้วยความเมตตากรุณาสูตรนี้ไว้  อาตมาก็รับไว้  พูดไปแล้วในวันนี้เอง  ท่านผู้เป็นใหญ่ก็ได้มาถึงที่นี่และเรียกอาตมาว่าเป็นพระโพธิสัตว์  ซึ่งความจริงไม่ใช่  เพราะองค์พระโพธิสัตว์หลังจากมอบคัมภีร์ผูกนี้ให้อาตมาแล้ว  ก็ไม่รู้ว่าหายไปไหน  การได้พบท่านผู้เป็นใหญ่ในครั้งนี้  จึงขอแจ้งให้ท่านทราบ  พระรูปนั้นเว้นระยะการพูดเป็นครู่  เฉียนหลิวซึ่งบัดนี้ได้เป็นถึงเจ้า  เมื่อรู้ว่าความฝันของตนมิได้เป็นหมัน  จริงอยู่จุดมุ่งหมายคือมาพบพระโพธิสัตว์  แต่เมื่อมาแล้วไม่พบก็จริงอยู่  ทว่าก็มีข่าวจากพระโพธิสัตว์ซึ่งดูเหมือนจะย้ำให้ตนมีความเมตตากรุณาให้ยิ่งๆ ขึ้น  เพราะมอบเมตตากรุณาธารณีสูตรให้พระภิกษุซึ่งตนได้พบ  เหมือนเป็นการบอกใบ้  เมื่อเป็นดังนี้  ความรู้สึกยินดีก็ย่อมเกิดแก่เฉียนหลิวเป็นล้นพ้น
                พระเมื่อเห็นเฉียนหลิวมีสีหน้าเบิกบานขึ้นจึงพูดต่อ  บัดนี้ท่านผู้เป็นใหญ่ได้ทำให้แผ่นดินภาคตะวันออกและใต้นี่ร่มเย็นได้สำเร็จมีชื่อเสียงปรากฏ  เป็นที่รักใคร่เทิดทูนของประชาราษฏร์  จึงขอให้ท่านผู้เป็นใหญ่ได้อุปถัมภ์ประกาศพระพุทธศาสนาให้กว้างใหญ่ไพศาลเป็นที่ปรากฏ  ทั้งนี้เพื่อเป็นการเสริมสร้างบุญญาธิการในภายภาคหน้าด้วย  และบัดนี้พระสูตรก็ได้มาอยู่ที่นี่  จึงไม่ควรปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดไป  เพราะพระโพธิสัตว์ได้มอบภารกิจนี้ไว้  แม้จะไม่รู้ในเบื้องแรก  มารู้ตอนหลังนี้ก็ยังไม่สาย  เนื่องจากเป็นพระประสงค์ของพระโพธิสัตว์  อาตมาขอให้ข้อคิดไว้เพียงเท่านี้
                เฉียนหลิวผู้เต็มตื้นด้วยศรัทธากล่าวตอบว่า จุดมุ่งหมายที่มาที่นี่โดยความเป็นจริงแล้ว  ก็เพื่อจะได้พบพระโพธิสัตว์ผู้ประเสริฐมาปรากฏกายให้พบเห็น  และแสดงธรรมอันควรแก่เรา  เมื่อไม่ได้พบเห็นด้วยตนเองแต่ได้พบท่านแทน  นอกจากนี้ยังมีพระสูตรจากพระโพธิสัตว์มอบไว้เป็นที่ประจักษ์  ก็นับว่าเทียนจูสถานที่นี้เป็นที่ๆ อุดมด้วยมงคล  เราจึงขอสร้างหอศึกษาพระธรรมไว้ ณ ดินแดนแห่งนี้  ขอท่านอาจารย์ได้โปรดช่วยอนุเคราะห์เป็นธุระด้วย  ไม่ทราบว่าท่านอาจารย์จะมีความคิดเห็นเป็นอย่างไร?”
                พระภิกษุผู้ถูกเรียกอาจารย์  ไม่ว่ากระไร  เป็นการตอบรับเพราะศรัทธาในการสร้างหอศึกษาธรรมนั้นเป็นการดี  และผู้ที่จะทำได้ต้องเป็นอู่เยี้ยหวังเฉียนหลิว (เจ้าผู้ครองนครที่ยิ่งใหญ่)
                ประกาศิตจากปลายพู่กัน  ให้เบิกเงินทองจากคลังและการเกณฑ์ช่างไม้ปูนเพื่อสร้างหอศึกษาพระธรรมให้รุ่งโรจน์ในเทียนจูก็เริ่มขึ้น และสำเร็จเสร็จสิ้นลงด้วยดี  จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าหอศึกษาพระธรรมนี้จะไม่สวยงาม  เพราะทุกกระเบียดนิ้วถูกสร้างและสลักเสลาด้วยช่างฝีมือเอก  มันจึงเป็นสถาปัตยกรรมที่ชวนชม  และชวนศึกษาทั้งภายนอกและภายใน  สิ่งหนึ่งที่จะขาดเสียมิได้ก็คือรูปพระโพธิสัตว์กวนอิม  จากการที่เฉียนหลิวได้ฟังคำบอกเล่าจากพระภิกษุว่าพบพระโพธิสัตว์กำลังอ่านพระสูตร  ท่านจึงให้ท่านแกะสลักพระโพธิสัตว์จากแท่นหยกสีขาวบริสุทธิ์ เป็นรูปพระโพธิสัตว์ประทับนั่งอยู่บนดอกบัว  ในมือถือพระสูตร
                นับแต่นั้นก็เกิดมีรูปธรรม ปางพระโพธิสัตว์ประทานธรรม และหอศึกษาพระธรรมแห่งนี้เอง  อู่เยี้ยหวังเฉียนหลิวมักมาฟังธรรมด้วยตนเองในสูตรที่ว่าด้วยพระโพธิสัตว์  เพื่อเพิ่มพูนความรู้ความเมตตา  นอกจากสร้างหอศึกษาพระธรรมแห่งนี้แล้ว  ก็ยังสร้างวัดวาอารามอันเป็นที่ประกอบศาสนกิจอีกเป็นจำนวนมาก  ทั้งนี้เพื่อประกาศพระพุทธศาสนา  ให้ครอบคลุมไปทุกลุ่มน้ำทั้งตะวันออกและตะวันตก
                วัดวาอารามน้อยใหญ่บรรดามี  จึงเกิดจากแรงศรัทธาของเฉียนหลิวทั้งสิ้น  ดังนั้นอาณาประชากรซึ่งอยู่ในปกครองของอู่เยี้ยหวังเฉียนหลิว  ต่างกล่าวกันว่า  ที่บ้านเมืองสงบสุขอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะเฉียนหลิวผู้นี้  ประชาชนจึงต่างรักใคร่เทิดทูนด้วยน้ำใสใจจริง  ชนิดไม่ต้องพูดก็รู้กันเองว่าเจ้าผู้ครองนครคนนี้เป็นผู้ที่นับถือเคร่งครัดในพระพุทธศาสนา  กิตติศัพท์นี้ขจรขจายไปในแคว้นต่างๆ ทั้งใกล้และไกล  ที่สุดแคว้นเจียงเจ๋อก็ได้รับขนานนามว่าเป็นดินแดนแห่งพุทธศาสนา  ใช่แต่ในยุคนั้นเท่านั้น  แต่ได้สืบทอดมาจนถึงปัจจุบันซึ่งเดี๋ยวนี้เป็น อำเภอซูหัง  เป็นสถานที่ที่มีคนพูดเปรียบเทียบถึงความสวยงามของซูหังว่าบนฟ้ามีสวรรค์ บนดินมีซูหัง  ประชาชนของที่นี่ล้วนเป็นพุทธศาสนิกชนทั้งสิ้น
                ขอย้อนกล่าวถึงพระโพธิสัตว์หลังจากที่พระองค์ได้ไปโปรดชี้ทางอันถูกต้องให้เฉียนหลิวปฏิบัติจนเป็นเจ้าหรืออ๋อง  ท่านก็ได้แปลงกายเป็นคนในฐานะต่างๆ ปะปนอยู่กับประชาชนทั่วไป  ทั้งนี้เพื่อชี้ทางมิให้ประชาชนประพฤติชั่วหลงทางผิด  นอกจากนี้ยังช่วยโปรดให้พ้นทุกข์  นี่คือการจาริกโปรดเวไนยสัตว์  โดยการแปลงรูปกายในสภาพต่างๆ โดยที่ประชาชนทั่วไปไม่รู้  ในวันหนึ่งได้เดินทางมาถึง จิ่วหัวซาน  ทรงแหงนหน้ามองอย่างพิจารณา  เห็นเป็นสถานที่อุดมด้วยธรรมชาติอันบริสุทธิ์  สมควรแก่การพักพิง  เทือกเขาลูกนี้มีเก้ายอด  แต่ละยอดสูงต่ำไม่เท่ากัน  รูปทรงละม้ายคล้ายดอกบัวอย่างประหลาด  เสมือนหนึ่งยอดเขาทั้งลูกถูกสวรรค์สร้างอย่างบรรจงให้เป็นดอกบัวขนาดมหึมาตระหง่านอยู่บนพื้นพิภพฉันนั้น  ด้วยเหตุนี้  ที่เขาจิ่วหัวซานจึงมีวัดที่ถูกสร้างอยู่ตามเชิงเขา  มีจำนวนอยู่ไม่น้อย  และชื่อที่เรียกว่าจิ่วหัวซานก็แปลว่า  ยอดเขามหึมาเก้ายอด ตามลักษณะภูมิประเทศ
                ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ทรงแปลงมาในรูปพระภิกษุผู้จาริกไปทั่ว  ตลอดทางที่เดินขึ้นเขาทรงดำริอยู่ในใจว่าจะโปรดชี้ทางสว่างให้พระภิกษุผู้ที่ยังปฏิบัติผิดทางด้วยความโง่หรือด้วยทิฐิแห่งตนให้ได้พบพระธรรมอันแท้จริง  และจะได้ประจักษ์ว่าผู้ปฏิบัติธรรมด้วยความจริงใจ  ย่อมพบพระอริยเจ้ามาช่วยชี้แนะ  ครั้นเดินมาถึงหุบเขาพลันได้ยินเสียงสวดมนต์ของคนๆ หนึ่ง  ที่สวดอย่างจริงจังแต่ยังไม่เห็นตัว  ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน พระโพธิสัตว์จึงเดินตามเสียงเพื่อให้พบผู้สวดสาธยายพระสูตรก็ได้พบพระภิกษุชาวเมืองซีฮั๋ว
                ภูเขาคือธรรมชาติอันบริสุทธิ์  มันมีบทเพลงแห่งพุทธคอยกระซิบอยู่ทุกเสี้ยวของสายลม  (อ่านต่อตอนที่ 5)

พระเมตตาปาฏิหาริย์ เจ้าแม่กวนอิม ตอนที่3

พระเมตตาปาฏิหาริย์ เจ้าแม่กวนอิม ตอนที่ 3

ตอนที่ บรรณาการหอยและกาฬโรคมหาภัย

                ตอนที่แล้วเมื่อหม่าลิ่งได้ฟังพระภิกษุแจ้งให้ทราบว่า แท้จริงผู้หญิงที่ตนแต่งงานด้วยมิใช่คนธรรมดา ไม่เชื่อไปขุดพิสูจน์ดูได้  เขานำจอบเสียมไปขุดศพเจ้าสาวจำแลงทันที  ครั้งเปิดโลงขึ้นมาก็รู้สึกยินดีและเกรงกลัวระคนกัน  เพราะไม่มีซากศพอะไรในโลงศพนั้น  มันมีแต่กระดูกสีทองอยู่พวงหนึ่งเท่านั้น
                ภิกษุแปลงที่ไปด้วยได้ถามว่า ไหนละศพคนสวย?  ตอนนี้ท่านคงจะประจักษ์ในคำพูดของเราว่าไม่ได้หลอกลวงท่าน  และท่านคงจะเข้าใจในบารมีธรรมแห่งพระโพธิสัตว์กวนอิมแล้ว  คนทั้งหลายอาจจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดพระโพธิสัตว์จึงทำเช่นนี้  ก็เพราะทรงมีเมตตาสงสารผู้ที่ยังหลงติดอยู่กับกิเลสตัณหา  จึงได้แปลงกายมาเป็นสาวงามเพื่อโปรดคนทั้งหลาย  และท่านเป็นผู้หนึ่งที่มีบารมีธรรมพอจึงได้เอาพระปุณฑริกสูตรไว้ได้  ท่านจึงสมควรที่จะทำตามพระประสงค์ของพระโพธิสัตว์  โดยช่วยเผยแผ่พระธรรมสั่งสอนตักเตือนให้คนทั้งหลายมีเมตตาเช่นพระองค์ จะเป็นบุญกุศลอันบริบูรณ์  ถ้าท่านทำเช่นนี้  แน่นอนกุศลนั้นจะเป็นของท่าน”  หม่าลิ่งผู้ประจักษ์ในอภินิหารและมีศรัทธาได้ตอบภาระการเผยแผ่พระธรรม  เมื่อสนทนาจบลง พระภิกษุรูปนั้นก็พลันหายวับไป
                นับแต่นั้นมาหม่าลิ่งได้เปลี่ยนบ้านของตนให้เป็นตำหนักกวนอิม  โดยปั้นรูปพระโพธิสัตว์กวนอิมมาประดิษฐานไว้  ลักษณะของพระโพธิสัตว์ที่ปั้นเป็นรูปหญิงขายปลาผู้งดงาม  ในมือถือตะกร้าใส่ปลา  คนทั่วไปในเมืองจีนเรียกว่า กวนอิมตะกร้าปลา
                หลังจากที่พระโพธิสัตว์ได้โปรดหม่าลิ่งให้เข้าใจแจ่มแจ้งแล้วได้เดินทางเลาะตามชายฝั่งทะเล  จนกระทั่งวันหนึ่งได้มาถึงสถานที่แห่งหนึ่ง  ได้พบกระแสแห่งความเคียดแค้นแล่นพล่านอยู่โดยไม่ยอมสลายตัวไป  พระโพธิสัตว์รู้สึกเมตตาสงสารจึงแผ่เมตตาและแปลงร่างเป็นพระธุดงค์  เพื่อถามประชาชนในท้องถิ่นนั้น  ก็ได้ความว่าสถานที่แห่งนี้เรียกว่า ปอหนิง  อยู่ปากอ่าวของทะเลตะวันออก  มีผลิตผลอุดมสมบูรณ์  เพราะท้องทะเลแถบนี้ชุกชุมได้ด้วยสัตว์ทะเลนานาพันธุ์  แต่เดิมคนในแถบนี้จึงร่ำรวยพอสมควร  มีความสุขกันทั่วหน้าไม่แพ้คนอื่นในโลกอันกว้างใหญ่  แต่อยู่ๆ ก็ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงเกิดความทุกข์เข็ญขึ้นได้  หรืออาจเป็นเพราะเพื่อไม่กี่ปีมานี้  มีบรรณาการสิ่งหนึ่ง  ซึ่งมารังควานแม้แต่ไก่และสุนัขก็อยู่ไม่เป็นสุข  ประชาชนรู้สึกเคียดแค้น  ท่านคิดว่าเพราะอะไรหรือ?  เพราะเวลานั้นถังบุนจงเป็นฮ่องเต้  พระองค์ทรงโปรดปรานหอยปอหนิงเป็นที่สุด  จะเรียกว่าชอบเป็นชีวิตจิตใจก็คงไม่ผิด  ทุกวันจะต้องทุกวันจะต้องเสวยหอยชนิดนี้  หากวันไหนไม่มีถึงกับกินข้าวไม่ลง  และหอยชนิดนี้มีอยู่ทั่วไปตามปากอ่าว  แต่ที่ขึ้นชื่อที่สุดก็คือหอยที่ปอหนิงนี้เพราะทั้งอ้วนและสด  เมื่อเป็นของที่พระเจ้าแผ่นดินโปรดปราน  ของสิ่งนี้จึงไม่มีส่งไปที่อื่นและปอหนิงจะต้องส่งเป็นบรรณาการเป็นประจำ  หอยชนิดนี้เป็นผลผลิตจากปอหนิง  ชาวประมงปอหนิงส่วนมากจะต้องจิ้มก้องเป็นประจำ  พูดแล้วก็เหมือนไม่มีอะไร  แต่ทำไมชาวปอหนิงต้องเป็นเดือดเป็นแค้นด้วยเล่า?  เหตุก็เพราะข้าราชสำนักที่มาทำการตรวจตราเป็นต้นเหตุ มันดุร้ายป่าเถื่อนยิ่งกว่าเสือ  อาศัยอำนาจหน้าที่แสวงประโยชน์  โดยทำการรีดนาทาเร้นประชาชนชาวปอหนิง  ชาวประมงผู้ที่จะต้องบรรณาการหอยนี้ก็ไม่กล้าแสดงปฏิกิริยาด้วยเกรงอำนาจหน้าที่  ต่างก้มหน้าก้มตาออกไปหาหอย  ครั้นเมื่อหามาได้และส่งให้ข้าราชสำนักตรวจ  มันตรวจกันอย่างละเอียดลอออย่างกับหมอดูดวงชะตา  แล้วก็จ้องจับผิดว่าไอ้ชนิดนี้ไม่ใช่  ไอ้ชนิดนั้นคนละอย่าง  และกล่าวติเตียนว่าไม่ตรงกับที่ต้องการ บรรณาการนี้ไม่สดสวยพอ  เท่านี้หอยของประชาชนก็ไม่สามารถขึ้นตาชั่งเพื่อเข้าบัญชีได้  แต่ทว่าของที่ส่งไปที่ทำการข้าราชการสำนัก  แม้จะเป็นของที่มันกล่าวว่าขาดความสมบูรณ์พวกมันก็เก็บขึ้น  และหากท่านไม่ติดสินบนด้วยเงินทอง  พวกมันจะปล่อยให้หอยนั้นแห้ง  จนถึงสามวันห้าวันก็ไม่ขึ้นตาชั่งให้  แม้จะไปอ้อนวอนเอาหัวโขกพื้นมันก็ไม่สนใจ  ทั้งนี้เพราะมันรู้ดีว่าหอยชนิดนี้ตายง่าย  ปล่อยไว้ไม่กี่วันก็จะเสีย  ถ้าไม่ใช้วิธีดังกล่าวข้างต้นก็ใช้วิธีคัดเลือกชนิดเหมือนร่อนหาทองกันทีเดียวกว่าจะได้หอยแต่ละตัว  เมื่อเป็นเช่นนี้ชาวประมงไม่มีทางเลือกอย่างอื่นนอกจากยอมเสียเงิน  นี่เป็นความผิดพลาดก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง  เพราะข้าราชสำนักผู้มีโทษอันมหันต์เหล่านั้น  มันจะกินเงินทองท่านในทุกๆ ทาง  ไม่เฉพาะแต่ของที่ต้องส่งเป็นบรรณาการนี้เท่านั้น
                ของบางอย่างต้องส่งเป็นบรรณาการปีละครั้ง  บางอย่างปีละสองครั้ง  มันเป็นกำหนดที่ตายตัว  จะมีก็แต่หอยนี้อย่างเดียวที่จะต้องส่งทั้งปีไม่ขาด  และชาวประมงปอหนิงก็ปฏิบัติเช่นนี้ทั้งปีไม่เคยขาดส่งบรรณาการชนิดนี้เลย  การส่งมองหอยชนิดนี้ก็ไม่มีอะไรมาก  เพียงแต่การส่งทุกครั้งจะต้องให้สินบนแก่ข้าราชสำนัก  และมันก็เป็นเงินสินบนที่ไม่รู้จักพอ  ในระยะหลายปีมานี้  พวกชาวประมงซึ่งเคยมั่งคั่งสมบูรณ์ ต้องกลายมายากจนลง  จนมาก  ชนิดที่ต้องขายลูกขายเมีย  ถึงกับบ้านแตกสาแหรกขาด  หรือไม่ก็ตรอมใจตายเลยทีเดียว  มันช่างน่าอนาถนัก  จากผู้ที่อยู่ดีกินดี กลับต้องมาบ้านแตกไม่รู้กี่สิบครอบครัว  พูดไปแล้วแม้แต่ตนเองก็อดที่จะเวทนาไม่ได้  แต่อย่างไรก็ตามชาวประมงนี้ใช่ว่าจะโง่เสียทีเดียว  พวกเขาได้ทำหนังสือร้องทุกข์เพื่อแฉโพยพวกข้าราชสำนักที่กระทำการกดขี่อย่างทารุณ  ทว่าไม่เป็นผลเพราะที่ทำการของข้าราชสำนักนี้ได้เตรียมพร้อมอยู่แล้ว  พอมีหนังสือร้องทุกข์ของพวกชาวประมงที่ลงชื่อเป็นบัญชีหางว่าวก็ถูกกักเก็บไม่มีการพิจารณา  เมื่อเป็นเช่นนี้ทุกอย่างก็คงเหมือนเดิม  ที่ร้ายคือผู้ร้องทุกข์เองต้องตายอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง  มีบางคนเหมือนกันที่สามารถส่งหนังสือร้องทุกข์เข้าไปถึงหัวหน้าราชสำนักแทนที่จะเกิดประโยชน์  กลับเป็นการเอาชีวิตตนเองเซ่นสังเวยเหมือนฆ่าตัวตาย  เพราะไม่มีโอกาสกลับออกมา  ท่านคิดดูเมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้  จะสอนหรืออบรมอย่างไรที่จะไม่ให้พวกเขาเกิดความเคียดแค้นชิงชังได้เล่า?
                เมื่อพระโพธิสัตว์กวนอิมได้ทราบความเป็นมาของปอหนิงว่าเป็นอย่างไร  พระองค์ถึงกับถอนใจเฮือกใหญ่  และส่ายศีรษะไปมาทรงเวทนาประชาชนผู้น่าสงสารเหล่านี้  จริงอยู่มันเป็นเคราะห์กรรมที่ทำแต่ปางก่อนมาสนอง  ซึ่งพวกเขาต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แต่หากเวลานี้พระองค์ไม่ช่วยแล้ว  พวกเขาเหล่านั้นเมื่อไหร่จะหลุดพ้นจากกองทุกข์ได้เล่า?  เมื่อพระโพธิสัตว์คิดได้เช่นนี้  ก็เสด็จไปตามชายฝั่งทะเล  บังเอิญตอนนั้นเป็นเวลาที่น้ำกำลังขึ้น  มีหอยอยู่เต็มไปหมด  ทุกตัวล้วนมีเปลือกสวยงามเชิญชวนให้ชาวประมงมาจับไป  แต่ชาวประมงเหล่านั้นไม่ยินดียินร้ายกับการได้หอยอันสวยงามเหล่านั้น  เขาจับไปบ่นไปอย่างซังกะตาย  หากใครได้พบเห็นได้ยินได้ฟังก็อดที่จะถอนใจยาวอย่างเป็นทุกข์แทนเขาไม่ได้  เพราะหอยที่หาได้เหล่านี้มิใช่ได้เงินกลับต้องเสียเงินให้เหล่ากังฉิน  พระโพธิสัตว์กวนอิมผู้รู้แจ้งในทุกข์ของชาวบ้านเหล่านี้  จึงคิดช่วยเหลือโดยแสดงอิทธิฤทธิ์ประทับรูปของพระองค์ลงบนเนื้อหอยปอหนิงทุกตัว  โดยชาวประมงผู้งมหอยไม่รู้ถึงความผิดปกติ  ทุกคนต่างจับจนได้ปริมาณที่ต้องการ  ตนเองก็นำไปที่ทำการของข้าราชการสำนักอย่างจำใจ  คล้ายกับว่าเหล่าชาวประมงนี้เป็นลูกหนี้ที่ต้องมาชำระ  มันช่างเป็นแอกเป็นการปกครองที่โหดร้ายทารุณอะไรเช่นนั้น  จะทำให้ตายก็ไม่ให้ตาย  จึงจำเป็นต้องอยู่รอเวลาตายเท่านั้น  ทันใดที่ว่าการของพวกราชสำนักที่รับบรรณาการหอยปอหนิงได้ถูกปิดลงอย่างไม่มีใครคิดนอกจากนี้ยังมีราชโองการสั่งห้ามจับหอยอีกต่อไป  และได้มีการสร้างศาลให้พระโพธิสัตว์กวนอิมเพื่อให้ประชาชนทั่วไปสักการะบูชา  โดยเฉพาะชาวประมงปอหนิง  นี่ก็เป็นราชโองการอีกเหมือนกัน
                เหตุใดเหตุการณ์จึงกลับจากหน้ามือเป็นหลังมือ  จงมาฟังข่าวที่จะกล่าวดังต่อไปนี้  แต่ก่อนอื่นจักต้องขอแสดงความยินดีและมีความหวังใหม่  ที่ชาวปอหนิงได้ผ่านพ้นราชภัย  แต่ใครเล่าที่สามารถประกาศิตให้เกิดเรื่องเช่นนี้ได้?  คงไม่มีใครคาดหรือเดาได้ถูกต้องเป็นแน่  คือหลังจากพระโพธิสัตว์ได้ฟังคำบอกเล่าจากชาวปอหนิงผู้น่าสงสารแล้วก็รู้ต้นสายปลายเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ร้อน  พระโพธิสัตว์กวนอิมจึงได้คิดช่วยอย่างเงียบๆ ด้วยพระองค์เอง  เพื่อมวลพสกนิกรชนพระโพธิสัตว์มิใช่เพียงห่มผ้ากาสาวพัสตร์ประทับบัลลังก์ดอกบัวเท่านั้น
                ดังนั้น เมื่อหอยปอหนิงได้ถูกนำเข้าราชสำนัก  พ่อครัวหลวงได้ตรวจดูความใหม่สด  และคัดเอาเฉพาะตัวที่สมบูรณ์ที่สุดเพียงไม่กี่ตัวเพื่อเตรียมทำน้ำแกงขึ้นถวาย  หยิบหอยขึ้นมาตัวแรกเพื่อแกะปากหอยให้เปิดออก  แต่มันช่างแข็งเหมือนศิลาอย่างคาดไม่ถึง  ลองตัวที่สองอีก  มันก็เปิดฝาหอยไม่ออกอีก  พ่อครัวรู้สึกสงสัยอย่างที่สุดจึงใช้มีดสับลงไป  เสียงมีดกระทบเปลือกหอยดังเป้ง  ทันใดก็เกิดประกายเป็นสีทองระยิบระยับ และหอยนั้นก็เปิดอ้าออก  แต่ภายในเปลือกหอยไม่มีเนื้อหอยอยู่  มีแต่รูปของพระโพธิสัตว์กวนอิมอยู่ที่เปลือกหอยด้านใน  มันเป็นเช่นนี้ทุกตัว เหมือนกับหอยนี้มาจากสุสานหอย  คือมีแต่เปลือกไม่มีตัว  เปลือกของหอยรุ่นนี้ดูงดงามกว่าปกติ  จะว่าหยกก็ไม่ใช่หยก  จะว่ามุกก็ไม่ใช่มุก  แตมันส่องประกายวาววับจับตา  ครัวหลวงได้พบเหตุเช่นนี้ก็ทำให้รู้สึกหวาดกลัวและไม่กล้าปิดความเรื่องนี้  จึงรีบนำขึ้นกราบทูล  ฮ่องเต้ถังบุนจงเมื่อทรงทราบความก็ให้รู้สึกสะดุ้งกลัว  มีรับสั่งให้นำทองมาทำผอบและนำหอยมาเก็บไว้ในผอบนั้น  นอกจากนี้ก็มีราชโองการยกเลิกบรรณาการหอยปอหนิงนี้ด้วย
                หลังจากนั้นได้มีรับสั่งให้เรียกหาคณาจารย์ฝ่ายสงฆ์มาถามถึงสาเหตุเรื่องนี้  พระสงฆ์ได้อธิบายให้ฟังว่า ของทุกอย่างล้วนมีลักษณะว่างและนี่เป็นพระประสงค์ของพระโพธิสัตว์ที่ต้องการประกาศให้มวลสัตว์มีความศรัทธาพระองค์ที่ใจ  สิ่งนี้คือความเมตตาต่อมนุษย์นั่นเอง  ในพระพุทธคัมภีร์ได้กล่าวไว้ว่า  พระโพธิสัตว์นั้นมีรูปกายไม่จำกัด  และนี่ก็เป็นอีกรูปกายหนึ่งของพระโพธิสัตว์ที่กล่าวไว้ในพระธรรมคัมภีร์
                ฮ่องเต้ถังบุนจง ตรัสว่า รูปลักษณ์ของพระโพธิสัตว์ได้เห็นแล้ว  ยังขาดอยู่แต่เพียงพระธรรมคำสั่งสอนจากปากพระโพธิสัตว์
                พระสงฆ์ กล่าวว่า อาตมาขอพระบรมราชานุญาติถามพระองค์เพียงว่า ทรงเชื่อ หรือ ไม่เชื่อ
                ฮ่องเต้ถังบุนจง ตรัสว่า ก็มีหลักฐานเห็นออกประจักษ์เช่นนี้  แล้วเราจะกล้าไม่เชื่อเชียวหรือ?”
                พระสงฆ์ กล่าวต่อว่า ดีแล้วที่เป็นเช่นนั้น  กิตติศัพท์ของพระโพธิสัตว์มิใช่เพียงพระองค์ผู้เดียวเท่านั้นที่ได้ยินได้รู้  บัดนี้ฮ่องเต้ถังบุนจงทรงรู้สึกสำนึก  และนับแต่นั้นมาก็ทรงเลิกกินหอยปอหนิง  นอกจากนั้นยังมีรับสั่งให้สร้างศาลขึ้นแห่งหนึ่ง  เพื่อประดิษฐานพระโพธิสัตว์กวนอิมเอาไว้เคารพบูชา
                เหตุพระโพธิสัตว์กวนอิมได้ประทับรูปพระธรรมกายลงบนด้านในของหอยปอหนิงนี้  ชาวบ้านจึงเรียกกวนอิมในภาคนี้ว่า กวนอิมหอย  ข้อความนี้มิใช่ผู้เขียนยกเมฆหรือโกหกพกลม  แต่มันมีอยู่ในพระพุทธคัมภีร์ที่จดบันทึกไว้ด้วยข้อความอันลึกซึ้ง  ใช่แต่เท่านั้น  แม้ในที่อื่นๆ ก็มีการจดบันทึกด้วยข้อความที่สอดคล้องเหมือนกัน  โดยเฉพาะเรื่องพระโพธิสัตว์กวนอิมทรงแสดงอิทธิฤทธิ์ประทับรูปพระธรรมกายของพระองค์ลงบนเปลือกหอย  เพื่อช่วยเหล่าชาวประมงที่ถูกบังคับให้ส่งส่วยอย่างมหาโหดให้พ้นความทารุณและความทุกข์เข็ญ
                จากนั้นพระโพธิสัตว์เดินทางต่อไปจนถึงจังหวัดซานตงเล๋งจิว  ซึ่งขณะนั้นเป็นฤดูร้อนที่ร้อนจัด  กาฬโรคกำลังระบาดอย่างหนัก  คนเจ็บและล้มตายลงไม่ขาดสาย  มันช่างน่าอนาถอย่างไม่อาจบรรยายได้  ศพแล้วศพเล่าที่ถูกหามออกจากบ้านพร้อมเสียงร่ำไห้ของหมู่ญาติ  บรรดาหมดสามัญที่มีอยู่ทั่วไปก็เยียวยารักษาสู้กับโรคระบาดอันร้ายแรงนี้อย่างเต็มกำลัง  แต่ก็ไร้ผล  เพราะเขาไม่มียาที่มีสรรพคุณอันวิเศษพอที่จะรักษาหรือป้องกันโรคนี้ได้  การรักษาเป็นไปตามมีตามเกิด  มันจึงเป็นการสิ้นเปลืองไม่เกิดผลอันใด  นับวันกาฬโรคนี้ก็มีแต่แพร่ระบาดมากขึ้น  พระโพธิสัตว์เข้าในโรคนี้ดี  และรู้ว่ามีแต่เพียงขักเฮียง (ใบของต้นถั่ว) เท่านั้นที่จะรักษาได้  พระโพธิสัตว์จึงเข้าไปในป่าเขาเด็ดใบขักเฮียงมาประกอบเป็นยาเมื่อได้ตามที่ต้องการแล้ว  พระโพธิสัตว์ได้แปลงเป็นคนขายเร่ที่แก่ชราและผอมแห้ง  สะพายย่ามยาเข้ามาขายในตลาดเพื่อแก้กาฬโรค  ชาวบ้านชาวเมืองเมื่อแรกได้เห็นต่างคนต่างไม่กล้าซื้อมาลองกินดู  แต่ทว่ามียาจกเข็ญใจคนหนึ่งเขาก็ไม่มีเงิน  ได้ยินว่ามีผู้จะให้ยารักษาโรค  ก็ไม่รอช้ารีบขอไปลองรักษาตัวทันที  เพราะถึงอย่างไรการเป็นกาฬโรคนี้ก็รอดยากอยู่แล้ว  ทั้งที่มีเงินรักษาก็ยังตายนับประสาอะไรกับยาจก  เมื่อมีช่องทางรักษาชีวิตได้  จะจริงหรือไม่ก็ต้องลองดู  และผลปรากฏว่า  ยาจกผู้นั้นกินแล้วหายจากกาฬโรคโดยไม่ตาย
                ผู้คนจึงค่อยๆ ทยอยมาขอให้ช่วยรักษา  และไม่มีสักรายเดียวที่ผิดหวังเพราะยานี้แก้โรคร้ายนี้ได้  กิตติศัพท์นี้ค่อยๆแพร่กระจายออกไปภายในสามเดือน  ไม่รู้ว่าได้ช่วยคนไปจำนวนเท่าไร  และในที่สุดโรคภัยนี้ก็ถูกกำจัดไปจนหมดสิ้น  พระโพธิสัตว์ได้ไปปรากฏกายที่วัดเก่ยจือหลินซื่อเพื่อพบกับท่านอิวหยุนภิกษุอาวุโส  ทั้งนี้เพื่อถ่ายทอดการทำยาขักเฮียงเพื่อรักษาโรคที่อาจเกิดขึ้นอีก
                ภิกษุอิวหยุนได้แจ้งแก่ประชาชนให้ทราบภายหลังว่า  ผู้ที่มาช่วยรักษาภัยจากโรคร้ายนี้คือพระโพธิสัตว์แปลงกายมา  และในครั้งนั้นได้มีผู้ระลึกถึงพระคุณของพระโพธิสัตว์  ต่างช่วยกันเรี่ยไรและบริจาคทุนทรัพย์สร้างศาลเจ้าแม่กวนอิม  และมีรูปธรรมกายของพระโพธิสัตว์กวนอิมเพื่อเป็นที่สักการะ  แต่รูปธรรมของพระโพธิสัตว์นี้  มีลักษณะการแต่งตัวไม่เหมือนพระโพธิสัตว์ทั่วไป  เพราะในมือไม่ได้ถือแจกันหยกและกิ่งหลิว หากแต่ถือกิ่งสมุนไพรแทน  ทั้งนี้เพราะประชาชนในจังหวัดนั้นไม่ลืมบุญกุศลที่พระโพธิสัตว์ได้บำเพ็ญไว้  และไม่ลืมคุณของยาสมุนไพรด้วย ด้วยเหตุนี้รูปพระโพธิสัตว์จึงได้ถือกิ่งสมุนไพรเป็นการรำลึกถึง  และภาคนี้ชาวบ้านสามัญเรียกว่า พระกวนอิมเภสัช  ต่อแต่นั้นมาเมื่อชาวบ้านเกิดเจ็บป่วยและไม่มีทางรักษา  ต่างไปเสี่ยงเซียงซีขอยาจากพระโพธิสัตว์กวนอิมที่ศาลเจ้าแห่งนี้  เรื่องนี้อาจจะเป็นการงมงายไปหน่อย  แต่เรื่องปาฏิหาริย์มันเกี่ยวกับจิตใจและบุญบารมี  ถ้ามีศรัทธามีบุญมีบารมีพอก็หายได้
                ดังนั้นพระโพธิสัตว์ผู้มีแต่จิตอันการุณย์ที่จะช่วยชาวโลกให้พ้นทุกข์   พระองค์จึงเสด็จมาโดยไม่จำกัดรูปกาย  ทั้งนี้เพื่อโปรดผู้ทุกข์ยากให้เห็นประจักษ์อย่างแท้จริง  บรรดาผู้คนเป็นอันมากที่ได้พ้นทุกข์ต่างได้ประจักษ์ในพระบารมีที่พระโพธิสัตว์มาโปรด  ต่างพากันยอมรับและมีศาลเจ้าพระโพธิสัตว์กวนอิมอยู่ทุกตำบลเพื่อเป็นที่พึ่งทางใจ
                บารมีอันบริสุทธิ์ที่เหลือปรากฏอยู่ทุกแห่ง  คือ  ความเมตตาที่จะช่วยเหลือชาวโลกให้พ้นทุกข์  (อ่านต่อตอนที่ 4)
  

พระเมตตาปาฏิหาริย์ เจ้าแม่กวนอิม ตอนที่2

พระเมตตาปาฏิหาริย์ เจ้าแม่กวนอิม ตอนที่ 2

ตอนที่ แจกันกิ่งหลิวช่วยขจัดภัยแล้งและการขายปลาสดที่ผันแปร

                ชาวบ้านที่ได้ฟังคำบอกเล่าของหลิวซื่อเสียนว่า หญิงชราที่ถือหม้อเที่ยวขอทานนั้น ที่แท้คือพระโพธิสัตว์กวนอิมแปลงกายมา  ต่างพากันรู้สึกหวาดเกรงอย่างประหลาด  ก็เมื่อครู่ยังเห็นเดินผ่านไปแต่ไม่มีใครรู้ว่าหญิงชราผู้เข็ญใจ ที่แท้คือพระโพธิสัตว์กวนอิม  มีบางคนรู้สึกโกรธตนเองที่มีตาแต่มองไม่เห็นเขาพระสุเมรุที่เดินผ่านหน้าไป  มีบางคนรู้สึกเกลียดตัวเองที่ไม่เสียสละให้ท่าน  บกพร่องและปฏิเสธในการทำบุญ พวกเขาสำนึกและเสียใจ แต่ก็รู้สึกศรัทธา  มันเป็นความรู้สึกที่ยากยิ่งที่จะอธิบายได้
                หลังจากหลิวซื่อเสียนผู้อาวุโสได้กล่าวว่าพระโพธิสัตว์จะแผ่เมตตาช่วยขจัดทุกข์ภัยเพราะเป็นพระประสงค์  และเรื่องการไม่เคารพนั้นเป็นเรื่องเล็กน้อย  พระองค์ไม่ถือเป็นบาป  แต่เมื่อทราบก็ขอเพียงให้มีจิตใจเชื่อมั่นและศรัทธาเป็นใช้ได้  และการที่พระโพธิสัตว์จะปรากฏร่างในวันรุ่งขึ้นตอนสามโมงเพื่อประทานฝน  ท่านคิดดูซิว่าเวลานั้นผู้ที่คอยความเมตตาเป็นอย่างไร  มันคงไม่ผิดอะไรกับสายฝนที่หลั่งลงมากระมั!  ที่พวกเขาได้ฟังคำพูดเช่นนี้ก็เกิดความปลื้มปีติ  เวลาไม่นานคนทั้งเมืองก็รู้สึก  จากหนึ่งเป็นสิบ  จากสิบเป็นร้อย  ข่าวนี้กระจายอยู่ทั้งวันจนค่ำคืน ประชาชนทั้งสี่มุมเมืองตลอดทั่วทั้งแปดทิศต่างรู้ข่าวนี้  ไม่มีใครเลยสักคนเดียวที่จะไม่แสดงความยินดี
                ครั้นถึงเช้าวันรุ่งขึ้น ชาวนาหยุดไถคราด  ผู้หญิงหยุดทอผ้า  ร้านค้าต่างพากันปิด  คนทั้งหลายเหล่านี้พากันจุดธูปเทียนด้วยความศรัทธาเป็นที่สุด  ด้วยว่าต่างแหงนคอมองบนท้องฟ้าอันว่างเปล่าด้วยดวงตาอันจดจ่อ  แทบไม่กล้ากระพริบ  มองไปมองมา  ก็มองไปทางเขาไถ่ซื่อซานที่อยู่ไกลลิบๆ ได้มีเมฆสีขาวก้อนหนึ่ง  ค่อยๆ ลอยออกมาแล้วแผ่ขยายกว้างขึ้น  ยิ่งลอยมาใกล้ก็ยิ่งใหญ่ขึ้น  ทันใดได้เห็นสิ่งหนึ่งในเมฆขาว  สวรรค์เปิดเป็นแนว  ได้ปรากฏมีร่างคนสูงหกศอกมีรัศมีสีทองเปล่งออกมา  บนศีรษะสวมหมวกเพชร  ร่างกายห่มด้วยผ้ากาสาวพัสตร์  ในมือถือแจกันหยกขาว  ในแจกันนี้มีน้ำทิพย์และกิ่งหลิว  ยืนอยู่บนก้อนเมฆด้วยเท่าเปล่า  ส่งรัศมีกระจายไปทั่วท้องฟ้า  ประชาชนทั้งหลายได้เห็นเหตุการณ์เช่นนี้ต่างพร้อมใจกันก้มลงกราบเหมือนนัดกันไว้  ปากก็ท่องแต่คำว่าพระโพธิสัตว์กวนอิมๆๆๆ เหมือนกันทุกคน  และยกมือขึ้นพนมอยู่ในท่าไหนก็ท่านั้น ทุกสายตาจับไปยังภาพธรรมกายพระโพธิสัตว์  เห็นพระองค์จับกิ่งหลิวในแกกันออกมาแล้วประนมไปยังตะวันออก ตะวันตก เหนือและใต้  ที่มีพื้นนาเต็มไปด้วยข้าวกล้าที่เหี่ยวเฉา  พูดแล้วก็สุดแสนมหัศจรรย์  พลันมีเมฆลอยมาจากทิศทั้งสี่และกลายเป็นฝนตกลงมาเหมือนฟ้ารั่วเป็นเวลาครึ่งวัน  ครั้นฝนหยุดตกท้องฟ้าก็แจ่มใส  ธรรมกายของพระโพธิสัตว์ได้อันตรธานมองไม่เห็นอีก
                หลังจากการปรากฏกายของพระโพธิสัตว์ในครั้งนี้บรรดาประชาชนทั้งหลายต่างเชื่อในพระพุทธธรรมว่ามีผลจริง  จึงสร้างรูปจำลองพระโพธิสัตว์เพื่อเคารพบูชาไว้บนเขาไถ่ซื่อซาน  อันเป็นจุดที่เจ้าแม่เริ่มปรากฏกาย  และที่นั่นมีถ้ำอันงดงามอยู่ถ้ำหนึ่งจึงเรียกกันต่อมาว่า  ถ้ำกวนอิมและในปัจจุบันก็ยังเรียกถ้ำนั้นเช่นนี้อยู่!  การปรากฏพระวรกายของพระโพธิสัตว์กวนอิมครั้งนี้เป็นครั้งแรกและแสดงพระเมตตาอันยิ่งใหญ่  ซึ่งเป็นคุณสมบัติของพระโพธิสัตว์ที่ต้องพิจารณาช่วยเหลือด้วยพระองค์เองอย่างบริสุทธิ์  เวลานี้จึงได้มีตำหนักหรือศาลเจ้าพระโพธิสัตว์ซึ่งมีจิตคอยสอดส่องเสียงร้องของผู้มีความทุกข์สืบต่อมามากมาย  ทั้งนี้เพื่อเป็นตัวอย่างให้คนมีเมตตาต่อกันด้วย  มาถึงในราชวงศ์ถังจึงได้มีการแปลพระสูตรออกมาเป็นครั้งแรกซึ่งสืบทอดอยู่ในศาสนาพุทธฝ่ายมหายานจนถึงบัดนี้
                วกกลับมาพูดถึงพระโพธิสัตว์  เมื่อได้เรียกฝนและสอนสั่งหลิวซื่อเสียน  ในขณะนั้นได้มีลูกหลานของสกุลหลิวพากันปฏิบัติธรรมสร้างความดีอย่างไม่มีอะไรมาหยุดยั้งได้
                ณ บัดนี้พระโพธิสัตว์นั่งเพ่งปริสุทธิฌาน  ใช้หูของพระองค์ฟังสรรพทุกข์ของหมู่สัตว์  พระโพธิสัตว์ก็รู้สึกว่าฝั่งทะเลทางทิศตะวันออก ซึ่งประกอบด้วยหมู่เกาะน้อยใหญ่อันเป็นที่อาศัยของหมู่ชน  ทุกคนอยู่อย่างคนไร้ศาสนา  ไม่รู้จักกรรมดีมีสภาพจิตใจไม่ต่างจากสัตว์ซึ่งน่าเวทนาสงสารยิ่ง  พระโพธิสัตว์จึงเสด็จออกจากที่ประทับมุ่งตรงไปยังฝั่งทะเลตะวันออกทันที  พระโพธิสัตว์รู้ดีว่าตรงไหนเป็นสถานที่ที่มีอาชีพเกี่ยวกับการประมง  ดังนั้นจึงได้แปลงกายเป็นหญิงมีลักษณะเหมือนชาวประมงเกล้าผมเป็นมวยบนศีรษะ  สวมเสื้อกระโปรงตัวผ้าสีกรมท่า (น้ำเงินเข้ม) เท้าทั้งคู่ไม่สวมอะไรเหมือนเคย  แต่คราวนี้แปลงเป็นหญิงที่มีรูปร่างลักษณะงดงามยิ่ง  ในมือหิ้วตระกร้าใส่ปลา  ในตระกร้ามีปลาเป็นขังอยู่หลายตัว  พระโพธิสัตว์แปลงได้เข้าไปปะปนอยู่กับชาวประมง  แล้วเข้าตลาดขายปลา  คนในตลาดพากันมองผู้หญิงขายปลาที่มีรูปกายงดงามหาที่ติไม่ได้ ด้วยเหตุนี้จึงมีคนมาซื้อปลาจากเธอมากมาย  แต่ทว่าพระโพธิสัตว์กลับบอกแก่ผู้มาซื้อปลาว่า พวกท่านซื้อปลาของเราไปทำอะไรที่บ้าน ผู้ซื้อปลาตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า  ซื้อปลาไปทำกับข้าวและผัดผัก  สาวขายปลาส่ายศีรษะแล้วพูดว่า แต่เรามิได้มีจุดประสงค์ให้ทำเช่นนั้น  ไม่ต้องการให้เป็นอาหารของปากคน  หากท่านต้องการเอาไปทำกับข้าวกับปลาเชิญไปซื้อที่อื่น  ปลาของเราจะขายให้แก่คนที่ซื้อไปปล่อยเท่านั้น  ชาวตลาดฟังคำพูดของแม่ค้าปลาก็อดหัวเราะในความโง่เขลาเสียมิได้  เพราะปลาและกุ้งนี้โดยปกติก็เป็นอาหารของคน  หากมีใครมาพูดว่าปล่อยปลาไว้ชีวิตหรือซื้อปลาเอามาปล่อย  มันก็ไม่ผิดอะไรกับการเอาเงินทองมาโยนทิ้งทะเล  ซึ่งเป็นจำนวนเงินไม่น้อย  เมื่อเป็นอย่างนี้ผู้ที่มาซื้อปลาจึงเดินจากไปโดยไม่ซื้ออย่างเงียบๆ
                พอตกค่ำพระโพธิสัตว์ก็อาศัยอยู่กับคนที่ขายของอยู่ริมทะเล  วันรุ่งขึ้นก็ถือตระกร้าใส่ปลาใบเก่าเข้าตลาด แต่หาคนซื้อไม่ได้เหมือนวันแรก  จนเวลาผ่านไปหลายวันจึงได้มีผู้ใจดีคนหนึ่งเป็นคนในสกุลหม่า  คนขายปลาในตลาดรู้จักดีเพราะชอบซื้อปลาตัวผู้  เขาเห็นพระโพธิสัตว์ขายปลาทุกวันแต่ขายไม่ได้สักวัน  และทุกวันในตะกร้าก็มีปลาตัวเล็กๆอยู่เพียงสองตัว  มันถูกวางอยู่ในนั้นโดยไม่มีน้ำแต่ไม่รู้จักตาย  หม่าลิ่งคนซื้อปลาอดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้  เขาจึงเฝ้าสังเกตแต่ก็ไม่เห็นมีสิ่งใดผิดสังเกต  หม่าลิ่งรู้สึกสงสัยไม่น้อยในตลาดขายปลาแห่งนี้จะมีคนขายปลามามากมาย  จึงมีคนหลายคนมาหลงรักแม่ค้าขายปลาคนสวยคนนี้สุดหัวใจ  ไม่ช้าคนทั้งหลายเหล่านั้นก็พากันสารภาพรักและขอแต่งงานเพื่อเป็นคู่ชีวิต  คนที่พูดอย่างนี้มีเกินกว่ายี่สิบคน  ในจำนวนนั้นก็มีหม่าลิ่งรวมอยู่ด้วยคนหนึ่ง  แต่พระโพธิสัตว์ก็ไม่ได้ตอบปฏิเสธหรือติติงให้พวกเขาต้องอับอาย  ตรงกันข้ามกลัมพูดด้วยปิยะวาจากับคนที่มาสารภาพรักว่า ผู้หญิงคนหนึ่งจักมีสามีได้คนเดียว  นี่เป็นสิ่งที่สวรรค์กำหนดและเป็นประเพณีอันดีงาม  ดังนั้นเราผู้เดียวมีร่างกายเพียงหนึ่งย่อมไม่สามารถทำตามความต้องการของท่านยี่สิบกว่าคนได้แน่นอน!  เมื่อเป็นเช่นนี้เราจึงขอตั้งเงื่อนไขไว้เพื่อจะได้เลือกไม่ผิดคน  แต่ไม่รู้ว่าพวกท่านจะสามารถปฏิบัติตามได้หรือไม่  ชายผู้มาติดเนื้อต้องใจต่างรับคำว่าได้ด้วยหมายจะเอาผู้หญิงผู้งดงามนี้เป็นภรรยาให้ได้  จึงเป็นธรรมดาอยู่นั่นเองที่จะต้องลองแข่งกันดู
                พระโพธิสัตว์จึงเริ่มปริศนาธรรม โดยกล่าวว่า เราชอบสอนคนสวดมนต์และปัจจุบันก็ยังคงทำการสอนอยู่เป็นนิจศีล  เราแนะนำดังนี้เพื่อให้ท่านทั้งหลายมีสัมมาทิฐิ  และหากทำตามเช่นนี้ได้ทุกเวลาตอนเย็น  โดยสวดอย่างจริงจังเราจะยอมแต่งเป็นภรรยาคนที่เคร่งครัดที่สุด  ชายผู้ตกหลุมรักเหล่านั้นต่างรีบบอกให้เธอช่วยสอนทันที  พระโพธิสัตว์จึงเริ่มสอนโดยมอบพุทธมนต์คำต่อคำให้สวดตาม  ชายเหล่านั้นพากันสวดตามๆ กัน  จบบทหนึ่งก็ต่ออีกบทหนึ่ง  กลับไปกลับมา  เสียงสวดจึงดังไม่ขาดสาย  คนที่หัดสวดล้วนมีจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกัน  คือต้องพยายามสวดให้ได้เพื่อจะได้เป็นเจ้าบ่าว  แต่ทว่าพรสวรรค์ของแต่ละคนย่อมมีสูงมีต่ำแตกต่างกันบางคนก็ทำได้เพียงชั่ววันเดียว  แต่บางคนตั้งหลายวันก็ยังสวดไม่ได้ที่สุดก็มีเหลืออยู่แค่ครึ่งเดียวที่สวดได้  ส่วนอีกครึ่งหนึ่งสวดไม่ได้  แต่ก็ยังไม่ละความพยายาม
                ส่วนที่ทำตามกติกาได้  เริ่มทวงสัญญาในอันที่จะได้แต่งงานกับแม่ค้าปลาคนสวนหรือพระโพธิสัตว์แปลง  เพราะเธอได้สัญญาว่าหากพวกเขาสามารถท่องบ่นสังวัธยายยามนต์ได้คล่อง  เธอก็จะแต่งงานด้วยและนี่พวกเขาก็ทำตามได้ โดยท่องได้อย่างคล่องแคล่ว  แม่ค้าปลาคนงามก็สมควรที่จะแต่งงานกับพวกเขาโดยไม่มีการบิดพลิ้ว  ทุกคนพูดอย่างนี้เป็นเสียงเดียว  แต่พระโพธิสัตว์บอกให้พวกเขาหยุดพูดและกล่าวว่า ให้พวกท่านสงบก่อน  เรายังจะต้องทดสอบเพื่อคัดเลือกอีก  เพราะที่กล่าวว่าสัมมาทิฐินั้นความจริงเป็นสิ่งแรกในพระพุทธศาสนา  ฝึกง่ายและปฏิบัติก็ไม่ยาก ไม่ต้องนับจำนวนครั้งที่ปฏิบัติ  และตอนนี้จะเปลี่ยนเป็นวชิรสูตร  ขอให้ท่องตามเรา  หากท่องได้ในคืนเดียวเหมือนกับที่เราท่องให้ฟัง  เราจะยอมแต่งงานเป็นภรรยา  ชายที่ลุ่มหลงเหล่านั้น เมื่อได้ยินคำกล่าวให้ความหวังรู้สึกยินดีขึ้นมาอีก  รีบบอกให้พระโพธิสัตว์ท่องปากเปล่าให้ฟัง เพื่อพวกตนอีกสิบกว่าคนจะได้สงบใจหัดท่องตาม  ชนิดคำต่อคำวชิรสูตรนี้ไม่เหมือนมงคลสูตรที่ว่าด้วยสัมมาทิฐิซึ่งง่ายกว่ามาก  พวกเขาหัดฝึกท่องไปหนึ่งคืน  ในจำนวนสิบกว่าคนที่ท่องด้วยกันมีอยู่เพียงสี่คนเท่านั้นที่ท่องได้  ส่วนที่เหลือนอกนั้นล้วนท่องไม่ได้เป็นอันต้องตกรอบไป  และคนสี่คนนี้ก็รีบเร่งรัดโดยพูดว่า  คนสวนเอ๋ย...ตอนนี้พวกเราเหลือเพียงสี่คนเท่านั้น  ท่านควรจะแต่งงานกับใครคนใดคนหนึ่งโดยพูดไปให้เด็ดขาด  พวกเราจะได้ไม่ต้องแย่งชิงกัน
                พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ยัง ยังก่อน  เรากับท่านพวกนั้นยังมีจิตใจที่ผูกสมัครต่อกัน  แล้วทำไมเราต้องกระทำอันโหดร้าย  ทำให้คนเก่งอีกสามคนต้องเสียใจด้วย  ดังนั้นเพื่อความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย  ขอให้ทำตามประสงค์ของเราโดยเราจะคัดเลือกอีกสักครั้ง  ดูซิว่าเราควรเป็นภรรยาของใคร  คนทั้งสี่ที่เหลือจากการคัดเลือก ไม่มีทางเลือกจำต้องทำตามที่พระโพธิสัตว์แปลงบอก  และอดที่จะเสียดสีมิได้ว่า  มงคงสูตร  แล้วก็วชิรสูตร และต้อนนี้วชิรสูตรก็ท่องได้หมดแล้วไม่รู้ว่าจะเล่นเอามนต์บทไหนงัดออกมาอีก!  แต่เอาเถอะไหนๆ ก็มาถึงขั้นนี้ขอเชิญท่านรีบท่องนำเถิด
                พระโพธิสัตว์ยิ้มน้อยๆ ที่เห็นพวกเขาเริ่มหงุดหงิดแล้วจึงตอบออกไป พวกท่านช่างรีบร้อนไม่สำรวม  อยู่ไม่สุขเหมือนลิง  บทที่เราจะบอกสวดตามต่อไปนี้ไม่เหมือนสองบทแรก  แต่ก็เป็นพระสูตรอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาแห่งมหายานมีชื่อเรียกว่าสัทธรรมปุณฑริกสูตร เราจะใช้บทนี้สอนพวกท่านสวด  หากสามารถสวดได้ภายในสามวันเราจะยอมแต่งงานเป็นภรรยา  สี่คนเก่งที่เหลือรับปากทันทีด้วยหมายจะเอาเป็นเมียให้ได้
                จากนั้นพระโพธิสัตว์ก็เริ่มสอนให้สวดด้วยปากปล่าว  โดยคำต่อคำเหมือนครั้งก่อนๆ หลับตาแผล็บเดียวก็ถึงกำหนดสามวันแล้วปรากฏว่าผู้ที่สามารถท่องได้ตั้งแต่ต้นจนจน มีเพียงหม่าลิ่งผู้เดียวเท่านั้น  ส่วนที่เหลืออีกสามคนทำไม่ได้ถึงกับคอตกเศร้าซึมไป  และไม่พูดอะไรตอนนี้เองพระโพธิสัตว์แปลงได้บอกให้หม่าลิ่งกลับไปเตรียมจัดงานแต่งงานให้เรียบร้อย
                ครั้นเมื่อเข้าหอ  หญิงสาวผู้งดงามเป็นที่ต้องตาพึงใจของชายหนุ่มทุกคนที่แท้คือ พระโพธิสัตว์แปลงร่างมา  บัดนี้ได้แปลงสภาพจากหญิงสะคราญมีชีวิตชีวากลายเป็นซากศพ  และกำลังเน่าเปื่อยขึ้นมาในทันทีทันใด  หม่าลิ่งชายผู้โชคดีกำลังปรีเปรมในตัวของสาวงามในเบื้องแรก บัดนี้ไม่เหลือความยินดีอยู่เลยแม้แต่สักน้อย  นอกจากจะยังไม่ทันได้เป็นเมียจริงๆ เท่านั้น  ยังต้องเป็นภาระนำศพกำลังขึ้นอืดไปฝังอีก
                บรรดาชายผู้โชคร้ายในตอนแรก  เมื่อได้ยินข่าวนี้ก็ให้รู้สึกยินดีถึงกับฉลองกันเป็นการใหญ่  ทิ้งความทุกข์ระทมที่มีไปจนสิ้น  นี่แหละมนุษย์ผู้เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา  ส่วนหม่าลิ่งเมื่อได้เจอเหตุการณ์เช่นนี้  เสียใจมากถึงกับสาบานว่าจะไม่ยอมมีเมียอีก  เขาคงทำงานที่เคยทำแต่หากมีเวลาว่างเขาจะท่องพระสูตรทั้งสาม  ตามที่พระโพธิสัตว์เคยสอนเป็นการสวดแก้กลุ้ม  ทว่ามันมีผลทำให้หม่าลิ่งค่อยๆ รู้สึกซึ้งในรสของพระธรรมที่ตนสวด
                กล่าวถึงพระโพธิสัตว์เมื่อถอดร่างจากสาวสวยแล้วเป็นระยะเวลาประมาณหนึ่งเดือน  ก็ได้พบว่าหม่าลิ่งเริ่มรู้ถึงรสพระธรรมขึ้นมา  พระโพธิสัตว์กวนอิมจึงแปลงกายเป็นพระภิกษุรูปหนึ่งเดินทางไปพบกับหม่าลิ่ง  และสนทนากันถึงเรื่องพระธรรมชี้แนะในจุดที่ไม่เข้าใจ  ผลที่สุดก็พูดถึงเรื่องผู้หญิงที่เขาแต่งงานด้วย  หม่าลิ่งก็เล่าให้ฟังโดยไม่ปิดบัง
                เมื่อหม่าลิ่งเล่าจบลงพระโพธิสัตว์พูดตอบ ท่านรู้หรือปล่าวว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใครกั?  ความจริงเธอคือพระโพธิสัตว์แห่งเกาะโปตละโลกาที่อยู่ทางทะเลใต้ล่ะ!  เธอมาปรากฏกายที่นี่ก็เพื่อเปลี่ยนความรู้สึกและความเชื่ออันงมงายที่ลุ่มหลงอยู่แต่กิเลสของท่าน  เราพูดเช่นนี้ท่านก็คงจะยังไม่เชื่อ  เราไปสุสานด้วยกันเพื่อขุดพิสูจน์ดูจะได้รู้ว่าเป็นอย่างไรและเข้าใจเสียที”  หม่าลิ่งเมื่อได้ฟังพระโพธิสัตว์ผู้แปลงมาในรูปพระกล่าวท้าเช่นนี้  ก็ไม่รอช้ารีบจัดการหาจอบตรงไปยังสุสานพร้อมพระรูปนั้น
                ครั้นมาถึงก็ไม่รอช้ารีบลงมือขุดดูทันที  สิ่งที่ประจักษ์แก่สายตาเมื่อเปิดฝาโลงขึ้นดู มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ
                พระพุทธธรรมนั้นบริสุทธิ์  ย่อมสามารถช่วยสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ได้  (อ่านต่อตอนที่ 3)

 

Copyright @ 2013 เจ้าแม่กวนอิม.